Close Menu
    Facebook X (Twitter) Instagram
    kitchen-thailand
    • Home
    • ข่าวสารล่าสุด
    • ความบันเทิง
    • สุขภาพ
    • สูตรอาหาร
    kitchen-thailand
    สุขภาพ

    วิธีแก้ปัญหาตาปลาและผิวแตกเพื่อให้ เท้า สะอาดมากขึ้น

    Daniel WalkerBy Daniel WalkerSeptember 10, 2025Updated:September 10, 2025No Comments2 Mins Read

    สุขภาพ เท้า มักเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่เท้าเป็นอวัยวะสำคัญที่ต้องรองรับน้ำหนักตัวตลอดเวลา การเดิน วิ่ง หรือแม้แต่การยืนล้วนทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าถูกกดทับและเสียดสีกับรองเท้าได้ง่าย ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ตาปลา และ ผิวแตก ซึ่งไม่เพียงสร้างความไม่สบาย แต่ยังส่งผลต่อความมั่นใจและสุขอนามัย หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือปัญหาสุขภาพเท้าที่รุนแรงขึ้นได้

    บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุของตาปลาและผิวแตก วิธีดูแลรักษา และแนวทางป้องกันเพื่อให้เท้าดูสะอาดและแข็งแรงมากขึ้น


    ทำความเข้าใจกับตาปลาและผิวแตก

    ตาปลาคืออะไร

    ตาปลา (Corns) คือการหนาตัวของผิวหนังบริเวณเท้า มักเกิดขึ้นเนื่องจากแรงกดหรือแรงเสียดสีที่เกิดซ้ำ ๆ เช่น การใส่รองเท้าที่คับหรือแข็งเกินไป ผิวหนังจึงสร้างชั้นหนาขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง ลักษณะเด่นคือเป็นก้อนแข็งวงกลม มักพบที่ปลายนิ้วหรือตามขอบนิ้วเท้า บางครั้งอาจกดเจ็บเมื่อต้องเดินหรือใส่รองเท้านาน ๆ

    ผิวแตกบริเวณส้นเท้า

    ส้นเท้าแตก (Cracked heels) มักเกิดจากผิวแห้งสะสม เมื่อผิวหนังหนาขึ้นแต่ขาดความชุ่มชื้น ทำให้เกิดรอยแตกที่ส้นเท้า นอกจากทำให้ดูไม่สวยงามแล้ว หากรอยแตกมีความลึกก็อาจทำให้เจ็บหรือเกิดการติดเชื้อได้ง่าย


    สาเหตุหลักของการเกิดตาปลาและผิวแตก

    1. รองเท้าไม่พอดี
      รองเท้าที่บีบเกินไปหรือรองเท้าที่หลวมเกินไปสามารถสร้างแรงเสียดสีและแรงกดจนนำไปสู่ตาปลาและผิวแตก
    2. ผิวแห้งและขาดการบำรุง
      เท้าที่ไม่เคยทาครีมหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ มักมีโอกาสผิวแตกได้ง่าย
    3. ยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
      ผู้ที่ทำงานยืนหรือเดินทั้งวัน เช่น พนักงานบริการ มักเผชิญแรงกดที่เท้ามากกว่าปกติ
    4. โรคประจำตัวบางชนิด
      เบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น กลากหรือสะเก็ดเงิน มีส่วนทำให้ปัญหาผิวแตกและตาปลาเกิดได้บ่อยขึ้น
    5. ขาดการดูแลความสะอาดเท้า
      การไม่ล้างเท้าอย่างถูกวิธีหรือไม่เช็ดให้แห้งหลังล้าง อาจทำให้ผิวหนังอ่อนแอและเกิดความผิดปกติได้ง่าย

    วิธีแก้ปัญหาตาปลา

    1. แช่เท้าในน้ำอุ่น
      แช่เท้าประมาณ 15–20 นาที เพื่อให้ผิวหนังนุ่มลง จะช่วยให้การขัดหรือตัดผิวหนังที่หนาออกง่ายขึ้น
    2. ขัดด้วยหินภูเขาไฟหรือที่ขัดส้นเท้า
      หลังแช่เท้า สามารถใช้หินภูเขาไฟถูเบา ๆ บริเวณที่มีตาปลา แต่ไม่ควรถูแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวบางและเจ็บ
    3. ใช้แผ่นปิดตาปลาหรือแผ่นซิลิโคนรองเท้า
      ช่วยลดแรงกดและแรงเสียดสีโดยตรงที่ผิวหนัง ทำให้ตาปลาหายช้าลงและไม่เจ็บมาก
    4. ใช้ครีมบำรุงผิวที่มีกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid)
      กรดนี้ช่วยทำละลายผิวที่หนาและแข็ง แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน
    5. ปรับเปลี่ยนรองเท้า
      เลือกรองเท้าที่พอดี ไม่บีบรัด และมีพื้นที่ให้เท้าขยับได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกดซ้ำ ๆ
    6. ปรึกษาแพทย์
      หากตาปลามีขนาดใหญ่ เจ็บมาก หรือมีหนอง ควรพบแพทย์เพื่อตัดแต่งอย่างถูกวิธี ไม่ควรใช้ของมีคมตัดเองเพราะเสี่ยงติดเชื้อ

    วิธีแก้ปัญหาผิวแตกที่ส้นเท้า

    1. ทาครีมบำรุงเท้าเป็นประจำ
      เลือกครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย กลีเซอรีน หรือเชียบัตเตอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและซ่อมแซมผิวแตก
    2. ใส่ถุงเท้าหลังทาครีม
      หลังจากทาครีมบำรุง ควรใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายบาง ๆ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและป้องกันการเสียดสีเพิ่มเติม
    3. หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า
      การเดินโดยไม่ใส่รองเท้า โดยเฉพาะบนพื้นแข็งหรือสาก จะเพิ่มความเสี่ยงที่ส้นเท้าจะแตกมากขึ้น
    4. ขัดเซลล์ผิวที่ตายออก
      ใช้ที่ขัดเท้าเบา ๆ เพื่อกำจัดผิวที่หนา ช่วยให้ครีมซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
    5. รักษาความสะอาดเท้าเสมอ
      ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อน ๆ และน้ำสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันเชื้อราและการติดเชื้อ
    6. ดื่มน้ำมากพอ
      ผิวแห้งอาจเกิดจากการขาดน้ำในร่างกาย ดังนั้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวันเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นจากภายใน

    แนวทางป้องกันตาปลาและผิวแตก

    • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม: ควรเลือกขนาดที่พอดี มีพื้นรองรับแรงกระแทก และทำจากวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี
    • ใส่ถุงเท้าเสมอเมื่อใส่รองเท้าปิด: ช่วยลดแรงเสียดสีและซับเหงื่อ
    • บำรุงผิวเท้าเป็นประจำ: ทาครีมทุกวันหลังอาบน้ำ โดยเฉพาะก่อนนอน
    • หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนานเกินไปในท่าเดียว: หากทำงานที่ต้องยืน ควรพักขยับตัวเป็นระยะ
    • ตรวจสุขภาพเท้าเป็นประจำ: โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรตรวจเท้าทุกวันเพื่อหาความผิดปกติเล็ก ๆ ที่อาจพัฒนาเป็นปัญหาใหญ่

    เมื่อใดควรไปพบแพทย์

    แม้ปัญหาตาปลาและผิวแตกส่วนใหญ่สามารถดูแลเองได้ที่บ้าน แต่หากมีอาการต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ทันที:

    • ตาปลาหรือรอยแตกมีอาการเจ็บมากจนเดินลำบาก
    • มีสัญญาณการติดเชื้อ เช่น บวม แดง ร้อน หรือมีหนอง
    • ผิวแตกมีเลือดออกไม่หยุด
    • ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า เพราะเสี่ยงการติดเชื้อรุนแรง
    • การดูแลเบื้องต้นไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์

    การดูแลเท้าในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพระยะยาว

    แม้ว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะช่วยบรรเทาอาการตาปลาและผิวแตกได้ แต่การดูแลเท้าอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะสุขภาพเท้าที่ดีเกิดจากการสร้างนิสัยที่ดีในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

    1. ทำความสะอาดเท้าทุกวัน
      ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อนและน้ำสะอาด โดยเฉพาะหลังจากใส่รองเท้าทั้งวันหรือเดินในที่สกปรก
    2. เช็ดเท้าให้แห้งเสมอ
      เน้นการซับตามซอกนิ้วเพื่อลดความชื้นซึ่งอาจทำให้เชื้อราเติบโต
    3. เลือกถุงเท้าที่เหมาะสม
      ถุงเท้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี จะช่วยลดการอับชื้นและการเสียดสี
    4. ตรวจสอบสภาพเท้าเป็นประจำ
      มองหาสัญญาณความผิดปกติ เช่น รอยแดง แผลเล็ก ๆ หรือจุดที่มีแรงกดผิดปกติ เพื่อแก้ไขทันที
    5. พักเท้าอย่างสม่ำเสมอ
      หากต้องยืนนาน ควรหาช่วงเวลายกเท้าพักหรือนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

    การปรับวิถีชีวิตเพื่อลดปัญหาเท้า

    • ควบคุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักเกินทำให้แรงกดที่เท้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวหนาและส้นเท้าแตกง่าย
    • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: เช่น เดินหรือยืดกล้ามเนื้อเท้า ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก
    • ดื่มน้ำเพียงพอ: รักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว ลดโอกาสผิวแตก
    • โภชนาการที่สมดุล: วิตามิน A, C, E และโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงผิว ลดความแห้งกร้าน

    การป้องกันเป็นกุญแจสำคัญ

    หลายคนมักจะเริ่มดูแลเท้าเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ความจริงคือ การป้องกันง่ายและได้ผลยั่งยืนกว่าการรักษา หากหมั่นทำความสะอาด บำรุง และเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ปัญหาตาปลาและผิวแตกก็สามารถหลีกเลี่ยงได้

    เช็กลิสต์การดูแลเท้า

    การดูแลเท้าประจำวัน

    • ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อนและน้ำสะอาดทุกครั้งหลังกลับบ้าน
    • เช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
    • ทาครีมบำรุงเท้าก่อนนอนทุกคืน
    • เลือกรองเท้าที่พอดี ไม่บีบหรือหลวมเกินไป
    • ใส่ถุงเท้าสะอาดทุกวัน เปลี่ยนทันทีหากชื้นจากเหงื่อ

    การดูแลเท้าประจำสัปดาห์

    • แช่เท้าในน้ำอุ่น 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ผิวหนังนุ่ม
    • ขัดผิวที่หนาหรือแข็งด้วยหินภูเขาไฟอย่างเบามือ
    • ตรวจสอบสภาพผิวบริเวณส้นเท้าและนิ้วเท้าว่ามีรอยแตกหรือไม่
    • ทำเล็บเท้าอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการตัดเล็บชิดเกินไปเพื่อป้องกันเล็บขบ

    การดูแลเท้าประจำเดือน

    • ตรวจสอบสภาพรองเท้า หากสึกหรือแข็งจนก่อให้เกิดแรงกด ควรเปลี่ยน
    • เข้ารับบริการตัดหนังเท้าหรือดูแลสุขภาพเท้ากับผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น
    • สำหรับผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือโรคผิวหนัง ควรนัดตรวจเท้ากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

    ประโยชน์ของการดูแลเท้าอย่างต่อเนื่อง

    1. ป้องกันการเกิดตาปลาและผิวแตกซ้ำ
      เมื่อผิวได้รับความชุ่มชื้นและแรงกดถูกกระจายอย่างเหมาะสม ปัญหาก็จะไม่กลับมาเร็ว
    2. ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
      รอยแตกเล็ก ๆ มักเป็นทางเข้าเชื้อโรค การดูแลความสะอาดช่วยลดโอกาสนี้ได้มาก
    3. เพิ่มความมั่นใจในชีวิตประจำวัน
      เท้าที่สะอาดและเรียบเนียนทำให้ใส่รองเท้าเปิดหรือเดินเท้าเปล่าในบ้านได้อย่างมั่นใจ
    4. สนับสนุนสุขภาพโดยรวม
      เท้าที่แข็งแรงช่วยให้การเดินและการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอาการเจ็บปวดและภาระต่อข้อต่อ

    สรุปสุดท้าย

    การแก้ปัญหาตาปลาและผิวแตกไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเกิดอาการ แต่คือการสร้างนิสัยในการดูแลเท้าอย่างต่อเนื่องทุกวัน การล้างเท้าให้สะอาด ทาครีมบำรุง เลือกรองเท้าที่เหมาะสม และหมั่นตรวจสอบความผิดปกติ จะช่วยให้เท้าสะอาด เรียบเนียน และแข็งแรงมากขึ้น

    สุขภาพเท้าที่ดีไม่เพียงทำให้ก้าวเดินสะดวก แต่ยังเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีในทุก ๆ วัน

    วิธีแก้ปัญหาตาปลาและผิวแตกเพื่อให้ เท้า สะอาดมากขึ้น อ่าว พังงาในตำนาน: ผลงานศิลปะของธรรมชาติที่น่าหลงใหล เมื่อไรควรกังวลเกี่ยวกับอาการ ท้องเสีย สัญญาณอันตรายของภาวะขาดน้ำ โรคหืดหลอดลมในผู้สูงอายุ: ความท้าทายในการวินิจฉัยและการจัดการ
    Daniel Walker

    Related Posts

    บทบาทของพ่อแม่ในการดูแลสุขภาพ ฟัน ของเด็ก

    January 12, 2026

    บทบาทของโรงเรียนในการสนับสนุนสุขภาพ จิต ของเด็ก

    January 11, 2026

    สุขภาพช่อง ปาก กุญแจสำคัญสู่รอยยิ้มที่แข็งแรงและมั่นใจ

    January 9, 2026

    Comments are closed.

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.